.........โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) สำนัก
พระราชวัง เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีรับสั่งกับท่านเลขาธิการ
พระราชวัง ให้อนุรักษ์พืชพรรณของประเทศ และดำเนินการเป็นธนาคารพืชพรรณ และพระราชทานพระราชดำริ พระราช ทานแนว
ทางดำเนินงาน มาเป็นระยะโดยตลอด มีเป้าหมายสรุป เพื่อพัฒนาบุคลากร อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืช ให้เกิดประโยชน์
แก่มหาชนชาวไทย วัตถุประสงค์ ให้เข้าใจเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพืช ร่วมคิดร่วมปฏิบัติจนเกิดประโยชน์กับมหาชนชาวไทย
และมีระบบข้อมูลพันธุกรรมพืชที่สื่อถึงกันทั่วประเทศ

.........ปัจจุบัน อพ.สธ. ดำเนินกิจกรรมปกปักพันธุกรรมพืช กิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืช กิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช
กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืชกิจกรรมศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช กิจกรรมวางแผนพัฒนาพันธุ์พ่ืชกิจกรรมสร้างจิต
สำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และกิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การดำเนินงานได้มีหน่วยงานที่ร่วมสนอง
พระราชดำริจากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา ดำเนินกิจกรรมต่างๆในการอนุรักษ์พัฒนา ทรัพยากรและความ
หลากหลายทางชีวภาพของไทยไม่ให้สูญหายโครงการอนุรักษ์พันธุพันกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระ ราชดำริฯ สวนจิตรลดา และ
ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อพ.สธ. คลองไผ่ มีหน่วยปฏิบัติ ปฏิบัติการต่างๆ คือ หน่วยปฎิบัติการเมล็ดพันธุ์พืชหน่วยปฎิบัติการเพาะ
เลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และหน่วยปฎิบัติการ ชีวโมเลกุลพืช เป็นหน่วยที่จะปฏิบัติตามภารกิจ วัตถุประสงค์โครงการฯ

.........ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งให้ อนุรักษ์พืชพรรณและทำ DNA Fingerprint
อพ.สธ.ได้ดำเนินการตามที่ทรงมีรับสั่ง ทำDNA Fingerprint พืชพรรณต่างๆ และจากต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุมากกว่า ๑,๕๐๐
ปี ปัจจุบันต้นสักดังกล่าว มีความสูง ๔๗ เมตร วัดรอบต้นได้ประมาณ ๑๐ เมตร อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์อันอุดม ใน
วนอุทยานสักใหญ่ บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

.........อพ.สธ. จึงมีแผนงานที่จะทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อกระจายพันธุ์ต้นกล้าสักดังกล่าว ให้เป็นที่แพร่หลายในระบบนิเวศน์ โดย
อพ.สธ.ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อขอพระราชทาน นามสักใหญ่ดังกล่าว ซื่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯพระราช ทานนามว่า “มเหสักข์” เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อพสกนิกรชาวไทย เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน
๒๕๕๒

.........สำหรับสักสยามินทร์ เป็นสายต้นที่หน่วยปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้ทำการขยาย พันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเมื่อ
ตรวจสอบ DNA Fingerprint ปรากฎว่าสักสยามินทร์มี DNAFingerprint ของมเหสักข์มากกว่า ๕๐% เชื่อว่าสักสยามินทร์ เป็นลูก
ของมเหสักข์ โดยประวัติสักสยามินทร์ ...หลักฐานที่หามาได้นั้น สามารถพิสูจน์ว่า ต้นสักสองต้นที่หน้าที่ว่าการอำเภอลับแล จังหวัด
อุตรดิตถ์ เป็นต้นสักที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระมหากรุณา
โปรดเกล้าฯให้ ชาวอำเภอลับแลนำมาปลูกจาก ม่อนจำศีล ซึ่งพระองค์ท่านได้โปรดเกล้าฯ เมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ
เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๔ เรียกว่า ต้นสักทั้งสองต้นนี้มีอายุไม่น้อยกว่า ๑๐๙ ปีนับแต่ปีที่นำมาปลูก ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้จากหนังสือ "คนดี
เมืองลับแล" หนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดอุตรดิตถ์ หนังสือประวัติเมืองอุตรดิตถ์ที่ สำคัญหนังสือประวัติม่อนสยามินทร์
และต้นสักหน้าที่ว่าการอำเภอลับแล ได้กล่าวไว้ว่า “ในปี ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองลับแล
พระศรีพนมมาศ เป็นนายอำเภอ ลับแล ตั้งพลับพลารับเสด็จที่ม่อนจุงจา (ม่อนชิงช้า) สมัยนั้นที่ว่าการอำเภอลับแล ตั้งอยู่ที่ม่อนจำศีล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๕ เสด็จผ่านม่อนจำศีลทรงเห็นว่าเป็นสถานที่สวยงามมาก มีต้นสัก และต้นไม้อยู่หนาแน่น ควรสงวน
ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ รูป ให้ชาวอำเภอ ลับแลได้กราบไหว้ บูชา พระพุทธรูปที่กล่าวถึงมีชื่อว่า “พระเหลือ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูป
ที่หล่อจากทองที่เหลือหล่อพระพุทธชินราช

.........พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำต้นสักจากม่อนจำศีลมาปลูก ที่ม่อนจุงจา จากคำบอกเล่าที่บอกต่อๆ
กันมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๕ ได้ทรงปลูกต้นสักที่ ม่อนจุงจา ปัจจุบันยังมีต้นสัก จำนวน ๒ ต้น หน้าที่ว่าการอำเภอ ต่อมา
พระศรีพนมมาศได้ย้ายอำเภอ จากม่อนจำศีลไปตั้งที่ม่อนจุงจา และตั้งชื่อตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๕ ทรงมีพระบรม
รา ชานุญาตว่า “ม่อนสยามินทร์” แต่ชาวอำเภอลับแลนิยมเรียกว่า “ม่อนสามินทร์”

.........เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับพระราชทานกล้าไม้สักเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดจากสมเด็จ
พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ อีกทั้งจังหวัด อุตรดิตถ์มีต้นสักที่ ใหญ่ที่สุดในโลก...และมีประวัติศาสตร์การปลูกต้นสักที่เกี่ยวเนื่องกับ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่า จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าจะเป็นต้นสักที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงปลูกด้วยพระองค์
เองหรือไม่ แต่เมื่อต้นสักทั้งสองต้นนี้ได้ปลูกอยู่บนม่อนที่มีมงคลนามที่พระองค์ทรงพระบรมราชานุญาตให้เป็นม่อนสยามินทร์ ก็สมควร
ที่ได้รับการกล่าวขานนามต้นสักที่อยู่บนม่อนดังกล่าวตามชื่อ ที่พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาต ต้นสักทั้งสองต้น โดยวัดสูงในระดับ
อกที่ ๑๓๐เซนติเมตรนั้น วัดโดยรอบต้นที่อยู่ทางด้านเหนือได้ ๒ เมตร ๒๐ เซนติเมตร ต้นที่อยู่ทางด้านใต้วัดโดยรอบได้ ๒ เมตร ๘๕
เซนติเมตร

........ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่จะเวียนมาบรรจบใน
วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ มูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี( มูลนิธิ อพ.สธ. โครงการอนุรักษ์
พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ( อพ.สธ.) ร่วมหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และพสกนิกรชาวไทยเห็นสมควรดำเนินโครงการ
“รวมใจภักดิ์ ปลูกมเหสักข์-สักสยามินทร์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ” ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระชนมายุ ๘๔ พรรษา
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและการสนองพระราชดำริ ในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมพืชของประเทศให้ยั่งยืนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย
ในประเทศไทยและหมู่ประชาคมโลกต่อไป ที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืน ด้วยคุณธรรม

 
     
 
 
หน้าหลัก / ข่าวประกาศ / ความเป็นมา / หลักการและเหตุผล / ขั้นตอนการปลูก / อัลบั้มภาพ / พื้นที่ปลูก